จากนโยบายรัฐบาลที่เดินหน้าลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนาดใหญ่ ซึ่งการคมนาคมขนส่งทางน้ำ ถือว่ามีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในการลดต้นทุนระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ดังนั้นนโยบายและวิสัยทัศน์ของกระทรวงคมนาคมในการพัฒนาท่าเรือ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาค (Logistics Hub) ของรัฐบาลจึงเป็นเรื่องที่ต้องมีการผลักดันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม ได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านคมนาคม พ.ศ. 2566-2570 คือ “พัฒนาโครงข่ายและบริการระบบขนส่ง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมสร้างระบบเศรษฐกิจ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศ โดยปัจจุบันรัฐบาลได้ดำเนินการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนาดใหญ่ ทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ให้มีประสิทธิภาพเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ
โดยส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัยทางถนนและลดต้นทุนระบบโลจิสติกส์ สร้างรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูงควบคู่กับการพัฒนาเมืองที่สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่เพื่อให้เกิดการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจ ยกระดับท่าเรือเพื่อเพิ่มศักยภาพในการการขนส่งสินค้าทางทะเล เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและขนส่งของภูมิภาค (Logistics Hub) พัฒนาสนามบิน และเปิดเส้นทางการบินใหม่ ๆ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค (Aviation Hub) เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางด้านคมนาคมในภูมิภาค” อย่างยั่งยืน
การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม ได้มีการกำหนดทิศทางการดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ “มุ่งสู่มาตรฐานท่าเรือชั้นนำระดับโลก พร้อมการให้บริการด้านโลจิสติกส์ที่เป็นเลิศเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” ซึ่งสอดคล้องตามเป้าหมายการพัฒนาของประเทศและแนวนโยบายของกระทรวงคมนาคมในการพัฒนาท่าเรือ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาค

โดยการกำหนดยุทธศาสตร์จะมุ่งเน้นและให้ความสำคัญต่อการพัฒนาใน 5 พันธกิจหลัก ประกอบด้วย
- พัฒนาบริการและโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือให้มีมาตรฐานในระดับสากล เพื่อสนับสนุนและเป็นกลไกขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
- พัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางการเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่ง (Intermodal Transport) ที่เชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่งสินค้าและระบบโลจิสติกส์ทั้งภายในประเทศและในภูมิภาค
- พัฒนาการใช้ประโยชน์สินทรัพย์ในเชิงธุรกิจ เพื่อให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้รับผลตอบแทนในอัตราที่เหมาะสมและสนับสนุนการเติบโตขององค์กร
- พัฒนาสู่องค์กรสมรรถนะสูง เพื่อสนับสนุนการบริการและการดำเนินงานที่เป็นเลิศ
- สร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและชุมชนโดยรอบต่อการดำเนินกิจการท่าเรือและบทบาทความสำคัญในการพัฒนาประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตและความเป็นอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน
ขณะที่การท่าเรือฯกำหนดยุทธศาสตร์ 3 ระยะ คือ
- ระยะสั้น (ปี 2566-2570) บริหารจัดการท่าเรือสู่มาตรฐานสากล
- ระยะกลาง (ปี 2571-2575) ยกระดับการให้บริการท่าเรือที่สนับสนุนระบบโลจิสติกส์ของประเทศ
- ระยะยาว (ปี 2576-2580) เป็นท่าเรือที่สนับสนุนการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน

การท่าเรือฯ เดินหน้าพัฒนาโครงสร้าง-บริการ-ระบบบริหาร รองรับอนาคตโลจิสติกส์
จากสถิติปี 2567 พบว่า ปริมาณการขนส่ง ขนถ่ายผ่านท่าเรือกรุงเทพและท่าเรือแหลมฉบัง มีปริมาณสูงถึง 10.739 ล้านที.อี.ยู. หรือคิดเป็น 85% ของการขนส่งตู้สินค้าของประเทศ การให้บริการด้านท่าเทียบเรือ จึงเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและขับเคลื่อนธุรกิจการค้าทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ การท่าเรือฯ จึงต้องมีการพัฒนาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ การขยายการให้บริการใหม่ๆ การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้อำนวยความสะดวก รวมถึงการบริหารจัดการองค์กรให้มีความเป็นมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล เพื่อให้สอดรับการความต้องการ ความคาดหวังของลูกค้า/ผู้ใช้บริการ และสอดคล้องกับบริบทการแข่งขันและทิศทาง การดำเนินงานในอนาคต
โดยมีโครงการสำคัญ คือ โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถรองรับตู้สินค้าจากปัจจุบัน (ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 1-2 ) รวมกันที่ 11.10 ล้านที.อี.ยู.ต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 18.10 ล้านที.อี.ยู.ต่อปี โดยมีการก่อสร้างท่าเทียบเรือสำหรับจอดเรือน้ำลึกและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ รวมทั้งปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรภายในท่าเรือ ตลอดจนโครงข่ายและระบบการขนส่งต่อเนื่องที่จำเป็นในเขตพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบังที่จะเชื่อมต่อกับภายนอก คาดการณ์ว่าจะสามารถเปิดให้บริการท่าเทียบเรือแรก (ท่าเทียบเรือ F) ได้ในปี 2570

ผลักดัน ”ท่าเรือแหลมฉบัง” เข้าร่วมเขตฯ EEC เสริมศักยภาพขนส่ง ดึงดูดการลงทุน
นอกจากนี้จะมีโครงการจัดตั้งท่าเรือแหลมฉบังเป็นส่วนหนึ่งของเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ EEC เนื่องจากปัจจุบันมีเพียงโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังขั้นที่ 3 เท่านั้น ที่อยู่ภายใต้เขตฯ EEC ดังนั้น การสนับสนุนและผลักดันให้ท่าเรือแหลมฉบังทั้ง 3 ระยะ เป็นส่วนหนึ่งของเขตฯ EEC จะช่วยส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดนักลงทุน และยังสามารถใช้สิทธิประโยชน์อื่นๆ มาสนับสนุนการดำเนินงาน อาทิ การสนับสนุนการขนถ่ายสินค้าTransshipment ซึ่งเป้าหมายให้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นจุดถ่ายลำทางเลือกสำหรับสายเรือเส้นทางอาเซียน ทั้งนี้ คาดว่า ครม. จะให้ความเห็นชอบการจัดตั้งท่าเรือแหลมฉบังเป็นส่วนหนึ่งของเขตฯ EEC ดังกล่าวภายในปี 2569
ท่าเรือแหลมฉบัง เป็นท่าเรือน้ำลึกหลักของประเทศที่ทำหน้าที่เป็นประตูการค้าและการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ สถิติปี 2567 ท่าเรือแหลมฉบัง มีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่ารวม 9.465 ล้าน ที.อี.ยู. หรือคิดเป็น 75% ของการขนส่งตู้สินค้าของประเทศ ดังนั้น ท่าเรือแหลมฉบังจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบโลจิสติกส์และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย
นอกจากการพัฒนาโครงการระยะที่ 3 เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ยังมีแผนพัฒนาโครงการอื่นๆ ที่จะช่วยเสริมศักยภาพของท่าเรือในภาพรวม ได้แก่:
• โครงการศูนย์การขนส่งสินค้าทางรถไฟ และการพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A) เพื่อสนับสนุนการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal) และลดต้นทุนโลจิสติกส์ในภาพรวม
• โครงการ Truck Queuing และ Truck Parking พัฒนาลานจอดรถบรรทุก พร้อมระบบจัดคิวรถบรรทุก เพื่อลดปัญหาการจราจรและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารภายในพื้นที่ท่าเรือ
• โครงการปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ทั้งถนนและระบบไฟฟ้า เพื่อรองรับปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้น และแข่งขันได้ในระดับโลก
• แผนส่งเสริมการเพิ่มสัดส่วนตู้สินค้าถ่ายลำ (Transshipment) เพื่อผลักดันให้ท่าเรือแหลมฉบังกลายเป็นจุดถ่ายลำหลักของเส้นทางเดินเรือในอาเซียน ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณสินค้าผ่านท่าในระยะยาว
การผลักดันท่าเรือแหลมฉบังเข้าสู่เขต EEC อย่างเป็นทางการ จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ของไทย พร้อมรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตอย่างยั่งยืน

สำหรับท่าเรือกรุงเทพ เดินหน้าการพัฒนาโครงการสำคัญ ได้แก่
- โครงการพัฒนาท่าเรือฝั่งตะวันตกเป็นท่าเรืออัตโนมัติ (Automated Port) โดยนำเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีประสิทธิภาพสูงมาใช้ในการให้บริการ ซึ่งจะช่วยให้สามารถบริหารพื้นที่ในลานวางตู้สินค้าได้เต็มประสิทธิภาพ และใช้ประโยชน์จากเครื่องมือทุ่นแรงได้อย่างเต็มที่ สามารถลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของรถบรรทุกจากระยะทางวิ่งที่สั้นลง นอกจากนี้ ยังเป็นการลดปริมาณรถขนส่งสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าสู่ลานวางตู้สินค้า รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายด้านพนักงานของการท่าเรือฯ ในอนาคตได้อีกด้วย
“ช่วยขยายขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าของท่าเรือกรุงเทพ ลดระยะเวลาเรือคอยเทียบท่า อีกทั้งยังเป็นการรักษาฐานลูกค้าหลัก และเพิ่มลูกค้ารายใหม่ๆ รวมทั้งสามารถยกระดับภาพลักษณ์ขององค์กรในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริการให้ทันสมัยตามมาตรฐานสากล และสร้างความพึงพอใจระดับสูงให้แก่ลูกค้าในอนาคต คาดว่าจะสามารถเริ่มให้บริการระยะที่ 1 ได้ในปี 2576”
- โครงการพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าท่าเรือกรุงเทพและศูนย์เชื่อมโยงการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport & Distribution Center) เป็นการยกระดับมาตรฐานและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการคลังสินค้าขยายการให้บริการคลังสินค้าเพื่อรองรับความต้องการลูกค้า ได้แก่ กลุ่มผู้ใช้บริการคลังสินค้าสำหรับแยกกระจายสินค้าประเภท LCL กลุ่ม SMEs กลุ่ม e-Commerce หรือกลุ่มลูกค้า Free Zone รวมทั้งลดขั้นตอนการให้บริการของท่าเรือกรุงเทพให้มีระบบในการจัดระเบียบรถขนส่งสินค้า สามารถบริหารจัดการรถขนส่งสินค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้ลูกค้าได้รับความสะดวกรวดเร็ว เกิดความพึงพอใจเพิ่มมากขึ้น คาดว่าจะสามารถเริ่มให้บริการระยะที่ 1 ได้ในปี 2575
- โครงการพัฒนาเส้นทางเชื่อมต่อท่าเรือกรุงเทพและทางพิเศษสายบางนา-อาจณรงค์ (S1) เพื่อลดผลกระทบทางด้านการจราจรของท่าเรือกรุงเทพกับระบบเส้นทางสัญจรทางราบ โดยการเชื่อมโยงพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพเข้ากับทางพิเศษบางนา-อาจณรงค์ (S1) เพื่อให้รถบรรทุกสินค้าสามารถระบายออกสู่เส้นทางพิเศษอื่นๆ โดยรอบได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จ และเปิดให้บริการได้ภายในปี 2575
นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ ได้แก่
การพัฒนาประสิทธิภาพ ศักยภาพการดำเนินงานท่าเรือ (Port Performance) ที่เทียบเท่ามาตรฐานสากล อาทิ Crane Productivity, Ship Working Times, Berth Occupancy, และ Truck Turnaround Times เป็นต้น เพื่อยกระดับคะแนนประเมิน Container Port Performance Index (CPPI), Port Liner Shipping Connectivity Index (PLSCI) และ Logistic Performance Index (LPI) ให้สูงขึ้นซึ่งเป็นส่วนสนับสนุนการลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ และการบรรลุเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลของภูมิภาค
โครงการพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาท่าเรือบกในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อเป็นโครงข่ายการขนส่งสินค้าเชื่อมโยงระหว่างท่าเรือแหลมฉบังกับจุดต้นทาง-ปลายทาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพและช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ ตามแนวนโยบายของคณะกรรมการการท่าเรือฯ โดยการพัฒนาระยะเริ่มต้น ตามผลการศึกษาแผนแม่บทฯ ของสนข. จะดำเนินการในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และพื้นที่อื่น ๆ ที่มีศักยภาพและเหมาะสม
โครงการพัฒนาการเชื่อมโยง Data Logistic Chain ด้วยระบบ Port Community System เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงข้อมูลแบบบูรณาการในกิจกรรมโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าทางน้ำตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งระบบ ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐกับภาครัฐ (G2G) ที่เกี่ยวข้องกับ การนำเข้า การส่งออก การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาคธุรกิจกับภาครัฐ (B2G) รวมถึง การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาคธุรกิจกับภาคธุรกิจ (B2B) ในลักษณะของ e-Logistics Platform ที่เป็นมาตรฐานสากลโดยจะพัฒนาระบบได้แล้วเสร็จและพร้อมใช้งานภายในปี 2569

ปรับปรุงพ.ร.บ.การท่าเรือฯ เพิ่มศักยภาพการใช้พื้นที่ท่าเรือให้เกิดประโยชน์สูงสุด
นางมนพรกล่าวว่า เรื่องสำคัญที่จะทำให้การขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาการกิจการท่าเรือให้มีความทันสมัยและเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันในอนาคตเป็นไปตามเป้าหมาย คือการจัดทำ พ.ร.บ.การท่าเรือแห่งประเทศไทย ฉบับใหม่ ซึ่งเป็นการปรับปรุง (จากฉบับเดิม พ.ร.บ.การท่าเรือฯ พ.ศ.2494) เพื่อให้การบริหารกิจการของการท่าเรือฯ มีความคล่องตัวและทันสมัย เหมาะสมกับสภาพปัจจุบันและเพื่อให้สามารถใช้พื้นที่ท่าเรือให้เกิดประโยชน์สูงสุด
โดย พ.ร.บ.การท่าเรือฯ ฉบับใหม่ เปิดโอกาสให้การท่าเรือฯ สามารถจัดตั้งบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด ทั้งในและนอกราชอาณาจักร เพื่อประกอบธุรกิจกับหรือเกี่ยวเนื่องในกิจการของการท่าเรือฯ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงคมนาคม ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะพัฒนาท่าเรือในประเทศไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ นอกจากนี้ การท่าเรือฯ ยังสามารถลงทุนหรือเข้าร่วมกิจการกับบุคคลอื่น หรือถือหุ้นในบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัด ทั้งในและนอกราชอาณาจักร เพื่อประโยชน์แก่กิจการของการท่าเรือฯ ได้ด้วยเช่นกัน รวมทั้ง การท่าเรือฯ สามารถออกพันธบัตรหรือตราสารเพื่อใช้ในการดำเนินการที่เป็นประโยชน์แก่กิจการของ การท่าเรือฯ ได้ และสามารถเช่าหรือพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของการท่าเรือฯ ตามความจำเป็น
ทั้งนี้ การท่าเรือฯ ได้กำหนดกรอบยุทธศาสตร์ การพัฒนาตามทิศทางการพัฒนาของท่าเรือชั้นนำทั่วโลกที่นอกเหนือจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือ และสิ่งอำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อรองรับการค้า การลงทุนระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นแล้ว ยังมีกลยุทธ์ในการพัฒนาและบริหารจัดการสินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดโดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะควบคู่ไปด้วย โดยมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพและใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ (ที่ดิน) ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่กับการพัฒนาชุมชน สังคม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอีกด้วย เป็นการพัฒนาท่าเรือและชุมชนให้สามารถเติบโตไปพร้อมกัน ซึ่งจะเกิดประโยชน์ในภาพรวมทางเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต




